not-fluent-yet: แอปแปลภาษาบน macOS ที่เรียกใช้ได้จากทุกแอป ไม่ต้องสลับหน้าต่าง
not-fluent-yet คือแอป menu bar สำหรับ macOS ที่เกิดจากโจทย์ง่าย ๆ: อยากแปลสิ่งที่กำลังพิมพ์หรือพูดอยู่ โดยไม่ต้องสลับหน้าต่างไปเว็บแปลภาษา กด hotkey แล้วเปิด panel เล็ก ๆ จากแอปไหนก็ได้ พิมพ์หรือพูด แล้วคัดลอกผลลัพธ์กลับไปวางต่อทันที

ระดับ
เริ่มต้นถึงกลาง
เวลาอ่าน
8 นาที
Format
Action guide
Editorial note
MIMO รวบรวมคู่มือ AI และเครื่องมือดิจิทัลสำหรับผู้ใช้ภาษาไทย เนื้อหาอ้างอิงจากข้อมูลที่เผยแพร่โดย vendor ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และการวิเคราะห์เชิง workflow ก่อนสมัครหรือซื้อบริการใด ๆ ควรตรวจราคา เงื่อนไข และรายละเอียดล่าสุดจากผู้ให้บริการโดยตรง
Tags
เหมาะกับใคร?
คนใช้ Mac ที่ต้องพิมพ์ไทย-อังกฤษ หรือสลับหลายภาษาเป็นประจำ และไม่อยากเปิดเว็บแปลภาษาทุกครั้ง
ครีเอเตอร์ นักเขียน นักแปล แอดมินเพจ และคนทำงาน remote ที่ต้องตอบข้อความหลายภาษาเร็วขึ้น
นักพัฒนา Swift/macOS ที่อยากดูตัวอย่างการใช้ Apple Translation framework, global hotkey, floating panel และ menu bar app
คนที่สนใจแนวทางสร้างแอปเล็ก ๆ จาก pain point ส่วนตัว แล้วค่อย ๆ ทำให้ใช้งานจริงได้
ก่อนเริ่มควรรู้
แอปนี้ต้องใช้ macOS 15 Sequoia ขึ้นไป เพราะพึ่งพา Apple Translation framework ที่มากับ macOS 15 SDK
เวอร์ชันที่ปล่อยผ่าน GitHub ยังไม่ได้ notarized โดย Apple ผู้ใช้จึงต้อง right-click แล้วเลือก Open ครั้งแรกแทนการ double-click ตรง ๆ
การแปลทำงานบนเครื่องเมื่อดาวน์โหลด language pack แล้ว แต่ speech-to-text ยังให้ macOS เป็นตัวเลือกว่าจะใช้ on-device หรือ server-based recognition ตามระบบ
ข้อมูลนี้สรุปจาก README ของ repo not-fluent-yet ที่ตรวจล่าสุดวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 ควรเช็กหน้า release ล่าสุดก่อนดาวน์โหลดจริง
สรุปเร็ว
Point 1
กด Ctrl+Option+T จากแอปไหนก็ได้ เพื่อเปิด floating panel สำหรับแปลข้อความ
Point 2
พิมพ์ วางข้อความ หรือกดไมค์เพื่อพูด แล้วให้แอปแปลผลลัพธ์กลับมาใน panel เดิม
Point 3
กด Enter อีกครั้งเพื่อคัดลอกคำแปลไปยัง clipboard แล้วนำไปวางในแอปเดิมด้วย Command+V
Point 4
เลือกภาษาต้นทางและปลายทางจาก menu bar ได้ รองรับ 20 ภาษา รวมถึงไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลย์
Point 5
ถ้าต้องการตรวจโค้ดหรือ build เอง สามารถ clone repo แล้วรันสคริปต์ build-app.sh เพื่อเปิดแอปจาก source ได้
not-fluent-yet คืออะไร?
not-fluent-yet เป็นแอปแปลภาษาขนาดเล็กสำหรับ macOS ที่ทำงานเป็น menu bar app ไม่มี Dock icon ให้เกะกะ จุดเด่นคือเรียกใช้งานด้วย hotkey จากแอปไหนก็ได้ เช่น Browser, Notes, LINE, Slack, VS Code หรือ TextEdit โดยไม่ต้องสลับไปเปิดเว็บแปลภาษา
แนวคิดของแอปนี้ใกล้กับฟีเจอร์แปลภาษาที่ฝังอยู่ในคีย์บอร์ดมือถือ แต่ย้ายมาอยู่บน Mac แทน เมื่อคิดประโยคไม่ออกหรืออยากแปลข้อความเร็ว ๆ ก็เปิด panel เล็ก ๆ ขึ้นมา พิมพ์หรือพูด แล้ว copy ผลลัพธ์กลับไปใช้งานต่อ
เป็น macOS menu bar app เรียกด้วย Ctrl+Option+T
แปลจากข้อความที่พิมพ์หรือเสียงพูดได้
ผลลัพธ์ถูกคัดลอกผ่าน clipboard จึงไม่ต้องใช้ Accessibility permission สำหรับ paste อัตโนมัติ
เหมาะกับ workflow ที่ต้องเขียนตอบหลายภาษาในแอปเดิม
จุดที่น่าสนใจ: แปลโดยไม่ต้องออกจาก context เดิม
ปัญหาของการแปลภาษาบนคอมคือเรามักต้องคัดลอกข้อความ เปิด browser วางลงเว็บแปลภาษา รอผลลัพธ์ แล้วคัดลอกกลับมาอีกที ขั้นตอนนี้ดูเล็ก แต่ถ้าทำทั้งวันจะเสียสมาธิมาก
not-fluent-yet แก้ตรงนี้ด้วย floating panel ที่โผล่มาเฉพาะตอนต้องใช้ พอแปลเสร็จผลลัพธ์ก็อยู่ใน clipboard พร้อมวางกลับไปในแอปเดิม วิธีนี้ช่วยลดการสลับหน้าต่างและทำให้ flow การทำงานไม่หลุด
เหมาะกับการตอบแชตลูกค้า/เพื่อนร่วมงานหลายภาษา
เหมาะกับการร่างโพสต์หรืออีเมลที่ต้องแปลเร็ว
ลดการเปิดแท็บใหม่และลด context switching
รองรับภาษาอะไรบ้าง?
จาก README แอปรองรับ 20 ภาษา ได้แก่ English, Thai, Spanish, French, German, Italian, Portuguese, Japanese, Korean, Chinese Simplified, Russian, Arabic, Hindi, Vietnamese, Indonesian, Dutch, Polish, Turkish, Ukrainian และ Malay
สำหรับผู้ใช้ไทย จุดที่น่าสนใจคือมีทั้งภาษาไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลย์ ซึ่งตรงกับงานจริงของคนทำคอนเทนต์ ร้านค้าออนไลน์ งานแชตลูกค้า และงาน cross-border ในเอเชียมากพอสมควร
ไทย ↔ อังกฤษ สำหรับงานประจำวัน
ไทย/อังกฤษ ↔ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน สำหรับคอนเทนต์และการสื่อสารกับต่างประเทศ
อังกฤษ ↔ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลย์ สำหรับตลาดอาเซียน
Privacy และ permission: จุดขายสำคัญของแอปนี้
README ระบุว่าแอปใช้ Apple Translation และ Speech framework โดยการแปลทำงานบนเครื่องหลังจาก language pack ถูกดาวน์โหลดแล้ว แนวทางนี้ต่างจากการส่งข้อความไปยังบริการแปลภาษาภายนอกทุกครั้ง เพราะงานแปลหลักสามารถเกิดในเครื่องได้
อีกจุดที่ออกแบบดีคือแอปเลือกใช้ clipboard แทน auto-paste ด้วย CGEvent เพราะการ paste อัตโนมัติต้องใช้ Accessibility permission และมีปัญหากับ sandbox/App Store workflow การคัดลอกผลลัพธ์ให้ผู้ใช้กด Command+V เองจึงปลอดภัยและเรียบง่ายกว่า
ไม่มี third-party dependency ใน README
ไม่ต้องใช้ Accessibility permission สำหรับ workflow หลัก
ถ้าใช้ไมค์ ต้องให้สิทธิ์ Microphone/Speech Recognition ตามระบบ macOS
เหมาะกับผู้ใช้ที่ไม่อยากส่งข้อความไปหลายบริการโดยไม่จำเป็น
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนใช้
แอปนี้ยังเป็นโปรเจกต์ที่โฟกัส workflow หลักก่อน จึงมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ยังไม่ persist settings ภาษาและ hotkey จะ reset กลับค่าเริ่มต้นเมื่อเปิดใหม่ และยังไม่ดึง selected text จากแอปเดิมโดยอัตโนมัติ
อีกเรื่องคือแพ็กเกจ release ยังไม่ได้ notarized โดย Apple ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องอธิบายขั้นตอนเปิดแอปครั้งแรกให้ชัด ถ้าจะทำเป็น product แจกวงกว้าง ขั้นต่อไปที่ควรทำคือ polished app icon, privacy policy, App Store metadata และ notarization/App Store path
ยังไม่มี persisted settings
ยังไม่ capture selected text อัตโนมัติ
ต้องใช้ macOS 15+
release นอก App Store ต้อง right-click Open ครั้งแรก
MIMO Angle: จุดที่ทำให้โปรเจกต์นี้น่าเล่า
สิ่งที่น่าสนใจของ not-fluent-yet ไม่ใช่แค่เป็นแอปแปลภาษา แต่เป็นตัวอย่างของการเริ่มจาก pain point เล็กมาก แล้วค่อย ๆ แตกเป็น technical spike เพื่อลดความเสี่ยงทีละส่วน เช่น Translation framework, clipboard/pasteback และ floating panel/hotkey
นี่คือแนวทางสร้างซอฟต์แวร์ที่คนทำคนเดียวควรเรียนรู้: อย่าเริ่มจากสร้างแอปเต็มทันที แต่แยกความเสี่ยงหลักออกมาพิสูจน์ก่อน พอแต่ละชิ้นผ่านแล้วค่อยรวมเป็นแอปจริง วิธีนี้ทำให้โปรเจกต์เดินไวและแก้บั๊กได้เป็นระบบกว่า
เริ่มจากปัญหาใช้งานจริง ไม่ใช่เริ่มจากฟีเจอร์เยอะ
ทำ spike แยกก่อนสร้างแอปจริง
เลือก UX ที่ปลอดภัยกว่า แม้จะไม่อัตโนมัติที่สุด
เป็นตัวอย่างที่ดีของ indie macOS app + AI/on-device workflow
ตารางตัดสินใจเร็ว
โจทย์
เทียบกับเว็บแปลภาษา
ตัวเลือกหลัก
not-fluent-yet เหมาะเมื่ออยากแปลเร็วจากแอปเดิม
เว็บแปลภาษาเหมาะกับงานยาว งานที่ต้องดูหลายตัวเลือก หรืออยากใช้ฟีเจอร์ dictionary/ตัวอย่างประโยคเต็ม ๆ
เลือกตาม workflow: ถ้าแปลถี่ทั้งวัน แอป hotkey จะลดเวลาสลับหน้าต่างได้มากกว่า
โจทย์
เทียบกับ AI Chat
ตัวเลือกหลัก
not-fluent-yet เหมาะกับแปลข้อความสั้นและใช้งานเร็ว
AI Chat เหมาะกับการปรับโทนภาษา อธิบาย nuance หรือ rewrite หลายเวอร์ชัน
ถ้าต้องการแค่แปลแล้ววางต่อ ใช้แอปเบากว่า ถ้าต้องการคิด/เรียบเรียง ใช้ AI Chat
โจทย์
เทียบกับ auto-paste
ตัวเลือกหลัก
Clipboard-first ปลอดภัยกว่าและไม่ต้อง Accessibility permission
Auto-paste เร็วกว่า 1 จังหวะ แต่มีความเสี่ยงเรื่อง permission, sandbox และความเสถียรกับแอปอื่น
การกด Command+V เองยังเป็น trade-off ที่ดีสำหรับ product ช่วงแรก
กฎตัดสินใจ
ถ้าคุณใช้ Mac และต้องแปลข้อความสั้นหลายครั้งต่อวัน not-fluent-yet เป็นเครื่องมือที่ควรลอง
ถ้าต้องแปลเอกสารยาวหรืออยากได้การปรับสำนวนหลายแบบ ให้ใช้คู่กับ AI Chat ไม่ใช่แทนทั้งหมด
ถ้าจะเอาไปแจกผู้ใช้ทั่วไป ควรทำ notarization, privacy policy และหน้า download ที่อธิบายขั้นตอนเปิดแอปครั้งแรกให้ชัด
ถ้าจะพัฒนาต่อเป็น product จริง ฟีเจอร์ที่ควรมาก่อนคือ persisted settings, custom hotkey และ selected-text capture ที่ปลอดภัย
ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยง
คาดหวังว่าแอปจะดึง selected text จากทุกแอปอัตโนมัติ ทั้งที่เวอร์ชันนี้ยังเน้นพิมพ์ วาง หรือพูดใน panel
ลืมว่า macOS 15+ เป็น requirement สำคัญ เครื่องที่ต่ำกว่า Sequoia จะใช้งาน Translation framework ไม่ได้
สื่อสารเรื่อง privacy กว้างเกินไป ควรแยกให้ชัดว่า translation on-device หลัง language pack พร้อม แต่ speech recognition ขึ้นกับระบบ macOS
แจก release โดยไม่อธิบายเรื่อง not notarized ทำให้ผู้ใช้คิดว่าแอปเสียเมื่อ double-click แล้วเปิดไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย
not-fluent-yet ฟรีไหม?
จาก repo ปัจจุบันมี release ให้ดาวน์โหลดจาก GitHub และสามารถ build จาก source ได้ แต่ license badge ระบุ all rights reserved จึงควรอ่านเงื่อนไข repo ล่าสุดก่อนนำโค้ดไปใช้ต่อหรือแจกจ่าย
ใช้บน Windows ได้ไหม?
ไม่ได้โดยตรง เพราะแอปนี้สร้างด้วย Swift/macOS และใช้ Apple Translation framework ต้องใช้ macOS 15 Sequoia ขึ้นไป
ต้องต่ออินเทอร์เน็ตตลอดไหม?
การแปลสามารถทำงานบนเครื่องได้เมื่อ language pack ถูกดาวน์โหลดแล้ว แต่ครั้งแรกของบางคู่ภาษาอาจต้องดาวน์โหลดแพ็กภาษา ส่วน speech-to-text ให้ macOS จัดการว่าจะใช้ on-device หรือ server-based recognition
เหมาะกับคนไทยตรงไหน?
เหมาะกับคนที่ต้องสลับไทย-อังกฤษหรือภาษาเอเชียอื่น ๆ ระหว่างทำงานจริง เช่น ตอบแชต เขียนอีเมล ทำคอนเทนต์ หรืออ่านเอกสารต่างภาษาโดยไม่อยากสลับหน้าต่างไปมา
อ่านต่อ / ไปต่อ
เปิด GitHub repo: eiffelice/not-fluent-yet
ดู README, release ล่าสุด, วิธี build จาก source และรายละเอียด technical spikes ของโปรเจกต์
อ่านต่อ: รีวิว Replit สำหรับคนอยากสร้างแอปด้วย AI
ถ้าสนใจแนวทางเปลี่ยนไอเดียเป็น prototype หรือ product จริงด้วย AI app builder
ดูเครื่องมือสาย dev และ automation เพิ่ม
รวมเครื่องมือสำหรับ builder, developer และคนทำ workflow อัตโนมัติ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
ทดลองกับงานจริงหนึ่งชิ้นก่อน เปรียบเทียบเวลาที่ประหยัด คุณภาพที่ได้ และค่าใช้จ่ายต่อเดือน แล้วค่อยขยายเป็น workflow ประจำทีม
Conversion path
ถ้าคู่มือนี้พาไปสู่โปรเจกต์จริง
ใช้คู่มือฟรีเพื่อวางโจทย์ก่อน จากนั้นเลือกทางที่เหมาะ: ซื้อ kit เมื่ออยากทำเว็บ/ระบบเอง หรือคุยบริการ LINE OA เมื่อมีธุรกิจที่ต้องตอบแชตลูกค้าจริง
อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน
คู่มือนี้คัดเครื่องมือ AI ที่เหมาะกับคนไทยและธุรกิจไทย โดยดูจากงานจริงมากกว่ากระแส เช่น ภาษาไทยต้องดี ใช้บนมือถือได้ ทำโพสต์เพจได้ ทำวิดีโอสั้นได้ หาข้อมูลพร้อมแหล่งอ้างอิงได้ และช่วยเจ้าของธุรกิจประหยัดเวลาจริง
Replit ไม่ใช่แค่เว็บเขียนโค้ดออนไลน์เหมือนเมื่อก่อน แต่กำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มสร้าง software ด้วย AI ตั้งแต่เริ่มไอเดีย เขียนโค้ด ทดสอบ ไปจนถึง publish เหมาะกับ prototype, MVP, internal tool และคนที่อยากสร้างแอปโดยไม่เริ่มจากศูนย์
